วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 0830-16.30 น. ณ ห้องทับทิมสยาม 5 ชั้น 5 โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี
หอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี นำโดยนายรัฐธนินท์ เตชะไชยสิทธิ์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี และคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC อุบลราชธานี พร้อมด้วย นายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย/ประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณวิทยา วิรารัตน์ ประธานหอการค้ากลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 และนายเกรียงไกร พันธ์สายเชื้อ ประธานหอการค้าจังหวัดยโสธร กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC ยโสธร เลขาธิการหอการค้าจังหวัดยโสธร นายพงศ์อนันต์ พงศ์วศิน ประธานหอการค้าจังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC อำนาจเจริญ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดอำนาจเจริญ และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน
โดยได้รับเกียรติจาก คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจพอเพียงหอการค้าไทย กล่าววัตถุประสงค์การจัดโครงการ “โครงการก้าวพอดี (สัญจร)”ประจำปี 2568 โดยนายรัฐธนินท์ เตชะไชยสิทธิ์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา และได้รับเกียรติ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการโครงการพอแล้วดี ให้เกียรติเป็นวิทยากรในการสัมมนา โครงการก้าวพอดี (สัญจร) ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ธุรกิจก้าวพอดี การรู้จักตนและการสร้างแบรนด์แบบพอเพียง”
ซึ่งการจัดสัมมนา “ธุรกิจก้าวพอดี สู่การเติบโตที่ยั่งยืน” ครั้งที่ 1 ภายใต้ โครงการก้าวพอดี (สัญจร) ประจำปี 2568 นับเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพรราชทานให้คนไทยได้น้อมนำมาใช้ในการดำรงชีวิต และพัฒนาธุรกิจ เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน
อีกทั้ง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม มีแบบอย่างที่เป็นแหล่งเรียนรู้ในแต่ละด้าน กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของจังหวัดและในโอกาสที่หอการค้าไทยได้จัดสัมมนาด้านเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นคุณูปการที่สำคัญต่อนักธุรกิจและผู้ประกอบการในจังหวัดอุบลราชธานี ที่จะได้รับความรู้ ความเข้าใจในปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ การสัมมนาครั้งนี้ยังมีกิจกรรม Workshop ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างจุดเด่น พัฒนาอัตลักษณ์ ต่อยอดสินค้า โดยเน้นการใช้ “อัตลักษณ์ของจังหวัด” ในการสร้างแบรนด์ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้จากต้นแบบ และร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด ต่อไป
